ฝ้า (Melasma)image
รอยฝ้ามีลักษณะเป็นสีน้ำตาลคล้ำ มักเกิดบริเวณโหนกแก้ม, หน้าผาก, จมูก, เหนือริมฝีปาก และคาง ส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนกันข้างของใบหน้า พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในวัยกลางคน ฝ้าทำให้คุณเสียบุคลิกภาพขาดความมั่นใจได้ ฝ้าแบ่งimage ออกเป็นฝ้าลึก ฝ้าตื้น และฝ้าผสม• รักษารอยดำสิว ฝ้า กระตื้น กระลึก ด้วย Spectra XT
Spectra XTLaser เป็นนวัตกรรม เลเซอร์รุ่นใหม่ ที่ใช้รักษาภาวะความผิดปกติของเม็ดสีผิวหนังโดยเฉพาะ ฝ้า รอยดำต่างๆ ไม่ว่าเม็ดสีจะอยู่ในชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้ ประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องเลเซอร์ Q-switched ND YAG สามารถใช้แก้ปัญหาผิวพรรณได้หลากหลาย รักษาสิวอักเสบรุนแรง ซึ่งแสงเลเซอร์ จะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันและฆ่าเชื้อ P.Acne ตัวการทำให้เกิดสิว รวมทั้งลดการอุดตันของรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้า นอกจากนั้นยังสามารถจัดการเม็ดสีโดยตรง ใช้งานได้สองลักษณะคือยิงแสงในช่วงคลื่นกว้าง ร่วมกับผงถ่าน เพื่อรักษา รักษารูขุมขนใหญ่และรอยสิว และใช้งานเหมือนเครื่อง Q-switched Nd:YAG เพื่อรักษารอยดำ กระ ปาน รอยสัก สามารถรักษาฝ้าได้ผลดีและเร็ว กว่าทายามาก ข้อดีของ เลเซอร์ Spectra XTคือให้แสงเลเซอร์ที่สม่ำเสมอทุกจุดจึงทำให้เม็ดสีสม่ำเสมอ และ สามารถปรับความยาวคลื่นเพื่อยิงให้หน้าใสใน SpectraXT

สาเหตุของการเกิดฝ้า

1. แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญ แสงอุลตร้าไวโอเลต และไอความร้อนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้าหรือทำให้ฝ้าชัดมากขึ้น

2. การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศ เช่น จากการตั้งครรภ์ หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด

3. การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด แล้วเกิดการแพ้เป็นรอยดำได้

4. ยาบางชนิด เช่น ยาลอกผิว ยารักษาฝ้ากลุ่มไฮโดรควิโนน เมื่อใช้ไปนานๆและหยุดใช้ จะเกิดฝ้าถาวรและดื้อต่อการรักษา

5. พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมากขึ้น

วิธีการรักษาฝ้า
image
1. การใช้ครีมกันแดด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป

2. การใช้ยาทารักษาฝ้า (Whitening cream) ซึ่งมีหลายชนิด เช่น Arbutin, licorice, kojic acid, AHA, BHA, vitamin C, Azelaic acid และ hydroquinone เป็นต้น ตัวยาจะออกฤทธิ์ช่วยลดการสร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และใช้ยาต่อเนื่อง โดยค่อยๆเปลี่ยนยาลงเมื่อฝ้าจางไป ไม่ควรหยุดยาทันที ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะอาจเกิดปํญหาจากยา เช่น ฝ้าถาวรหรือด่างขาวถาวรซึ่งดื้อต่อการรักษา

3. ปัจจุบันมีการรักษาด้วยยากินในกลุ่ม transamin หรือ glutatione ควรใช้ยาต่อเนื่องและค่อยๆ ลดปริมาณยาลง ทั้งนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง

4. ผลการรักษาฝ้า เมื่อรักษาหายแล้วมีโอกาสจะเกิดขึ้นใหม่ นอกจากการใช้ยาแล้วยังมีการรักษาอื่นๆอีกในกรณีที่ดื้อยา หรือใช้ยาแล้วไม่ได้ผล เช่น เลเซอร์ใหม่ Spectra-VRM เป็นต้น การรักษาอาจต้องทำหลายครั้ง (5-10 ครั้ง) แต่แสงเลเซอร์จะทำให้ฝ้าเลือนหายไปนานมากซึ่งนับว่าได้ผลดีและคุ้มค่า

การป้องกันฝ้า image
1. ควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจัดๆ และควรใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
2. ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้ทุกครั้งว่าไม่แพ้ ไม่แดง ไม่ลอกเป็นขุย
3. หยุดยาที่เป็นสาเหตุ เช่น ยาคุมกำเนิด ยากันชักบางประเภท
4. เมื่อมีฝ้าเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษา ไม่ควรซื้อยาทาเอง
ซึ่งอาจทำปฏิกิริยากับแสงแดด แล้วเกิดการแพ้เป็นรอยดำได้

4. ยาบางชนิด เช่น ยาลอกผิว ยารักษาฝ้ากลุ่มไฮโดรควิโนน เมื่อใช้ไปนานๆและหยุดใช้ จะเกิดฝ้าถาวรและดื้อต่อการรักษา

5. พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมากขึ้น

กระ (Freckle)

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกระคือ พันธุกรรมและแสงแดด จึงควรหลีกเลี่ยงและหาทางป้องกัน เช่น การใช้ครีมกันแดด สวมหมวก กางร่ม หรือสวมเสื้อแขนยาว เป็นต้น กระจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยครีมทาฝ้า
กระ แบ่งเป็นหลายประเภท ดังนี้

1. กระตื้น (Freckle) ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเป็นวัยรุ่น ถ้าโดนแดดสีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลง

2. กระลึก (Hori’s nevus) ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง

3. กระแดด (Lentigine) มีลักษณะเป็นวงกลมสีน้ำตาล ผิวเรียบ ขอบเขตชัดเจน พบที่หน้าหรือแขน ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุ หรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน

การรักษากระ

1. กระตื้นและกระแดด สามารถรักษาโดยใช้ยาแต้มหรือจี้ด้วยน้ำยา TCA แต่มักจะขึ้นใหม่
การรักษาที่ได้ผลดีคือการใช้เลเซอร์ที่มีความจำเพาะต่อการทำลายเม็ดสีเท่านั้น เช่นเลเซอร์ Q-switch Nd-YAG, Alexandrite หรือ Ruby ซึ่งจะไม่ทำให้เนื้อดีรอบๆเป็นอันตราย

2. กระลึก ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาทาฝ้า ต้องรักษาด้วยเลเซอร์กำจัดเม็ดสีเท่านั้นเพราะไม่ทำให้ผิวหนังชั้นบนเสียหาย แต่ต้องทำประมาณ 3-10 ครั้งจึงจะเห็นผล และจะไม่กลับเป็นอีกถ้าดูแลผิวอย่างดี