ศัลยกรรมผ่าตัดริมฝีปากบาง

_1_~1

เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขริมฝีปากที่หนาผิดปกติให้บางลง นิยมทำในผู้ที่มีริมฝีปากหนามากและยื่นมากผิดปกติ โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามซ่อนแผลเป็นให้อยู่ในเนื้อเยื่ออ่อนด้านในของริมฝีปาก ทำให้มองไม่เห็นแผลเป็นเวลายิ้มเมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย หลังผ่าตัดแผลจะบวมประมาณ 1 อาทิตย์ และไม่ต้องตัดไหม

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

1.งดยาแก้ปวดกลุ่ม Aspirin 7 – 10 วันก่อนผ่าตัด

2.สมุนไพรบางชนิด เช่น อีฟนิ่งพริมโรส ยาวิตามินอีปริมาณสูง ๆ อาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส กระเทียม หัวหอม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติหรือมีปัญหาระหว่างผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพราะอาจต้องหยุดรับประทานสมุนไพรก่อนเข้ารับการผ่าตัดประมาณ 3 – 5 วัน

3.เตรียมหยุดงานประมาณ 2-3 วัน

4.ทานอาหารให้อิ่มก่อนผ่าตัด

5.ควรแปรงฟันก่อนมาผ่าตัด เนื่องจากหลังผ่าตัดอาจปวดแผล ทำให้ แปรงฟันไม่สะดวก

6.ควรพาเพื่อนมาด้วยในวันผ่าตัด

7.ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวของคุณ เช่น เบาหวาน,โรคหัวใจ และยาที่แพ้ เช่น เพนนิซิลิน,ซัลฟา ฯลฯ

8.ถ้ามีความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมให้ต่ำกว่า 140/90 mm Hg (มิลลิเมตร ปรอท) ก่อนมารับการผ่าตัด

การปฎิบัติตัวหลังผ่าตัด

1.ผักผลไม้ที่นำมารับประทานควรล้างให้สะอาดไม่ควรกินปลาดิบหรือเนื้อที่ไม่สุก หรืออาหารที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้มาก

2.บ้วนปากบ่อยๆด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาดหรือน้ำยาบ้วนปาก

3.อย่าใช้ลิ้นดุนหรือใช้มือดึงไหมที่เย็บแผลในปาก

4.งดออกกำลังกายที่อาจต้องมีการปะทะเช่นฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอลประมาณ 4 อาทิตย์

5.ระมัดระวังเวลายิ้มอย่ายิ้มกว้างมากในช่วงแรก

6.ดื่มน้ำโดยใช้หลอดและหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป

7.สามารถใช้ลิปสติกได้ 1 อาทิตย์หลังผ่าตัด

8.งดการสูบบุหรี่ 3 อาทิตย์หลังการผ่าตัด

9.ดื่มน้ำมากๆ

10.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกฮอร์ใน 2 อาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด

11.โดยทั่วไปจะบวมประมาณ 5 – 7 วัน

12.ควรใช้น้ำเย็นประคบริมฝีปากบ่อยๆ ในช่วง 1 – 2 วันแรก

13.หลังผ่าตัดควรทานอาหารเหลว วันที่ 2 – 3 ให้ทานอาหารอ่อนได้

14.ควรบ้วนปากบ่อยๆ

15.โดยทั่วไปจะเย็บแผลด้วยไหมละลาย ไม่ต้องตัดไหม

16.ควรมาตรวจซ้ำประมาณ 2 – 3 อาทิตย์

 

original-1416221359598 (1)

 

อุปกรณ์และสิ่งที่จะต้องมีเพื่อใช้ดูแลรักษาหลังการผ่าตัด

1.ยาทาและยากิน คุณหมอจะให้มาหลังการผ่าตัด และหลังการตัดไหม ชนิดและขนาดของยาอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคลีนิกหรือโรงพยาบาล ที่คนไข้เข้ารับการรักษา

2.เจ็ลประคบร้อน-เย็น สามารถทำที่ประคบร้อนได้ด้วยตนเอง โดยการใช้น้ำอุ่นกรอกใส่ขวดพลาสติกที่ทนความร้อนปิดฝา แล้วนำไปประคบ บริเวณขอบรอบริมฝีปาก เมื่อความร้อนลดลงก็สามารถกรอกน้ำอุ่นเติมลงไปได้

3.คัทเติ้ลบัต,สำลีแผ่น,น้ำเกลือล้างแผล การเช็ดทำความสะอาดแผล ควรทำทุกครั้งหลังการทานอาหาร ตอนเช้า และ ก่อนเข้านอนโดยการใช้คัทเติ้ลบัต คอยเขี่ย เศษอาหารเล็กๆที่อาจติดตามไหมที่เย็บแผลไว้ และใช้สำลีแผ่นชุบน้ำเกลือเช็ดให้ทั่วรอบๆแผล และบริเวณที่แผลแห้งแล้ว จากนั้นตามด้วยการใช้น้ำเกลือบ้วนปากให้สะอาด (การใช้นำเกลือแทนน้ำประปาจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ)

4.ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปาก,ยาลดรอยแผลเป็น,ลิปฆ่าเชื้อ และลิปเปลี่ยนสีปาก การดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื่นตลอดเวลาคือสิ่งที่จำเป็นมากในการทำศัลยกรรมปากบาง หากปล่อยให้ปากแห้งจะทำให้แผลตึง และเกิดอาการเจ็บ อาจมีเลือดไหลออกมาตามรอยปริของแผลแม้แผลจะแห้งแล้วก็ตาม ลิปบาล์มที่แนะนำ คือ ลิปที่ขายตามร้านขายยา เพราะจะให้ความชุ่มชื่นเต็มที่ ไม่ควรใช้ลิปสีและมีกลิ่นหอม เพราะอาจเกิดการระคายเคือง และให้ความชุ่มชื่นได้ไม่ดีพอ ลิปเปลี่ยนสีปากที่แนะนำ คือ ลิปเดอร์มาคลีนิก หาซื้อได้ตามเว็บไซต์ออนไลน์ การทำปากบางส่งผลให้ปากคล้ำลงกว่าเดิม เนื่องจากขาดการดูแลและขัดถูเอาเซลล์ผิวที่ตายออกไปการใช้ลิปเปลี่ยนสีปาก จะช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ และทำให้สีปากสดใสกว่าเดิม (ควรใช้หลังการตัดไหม 1 ถึง 2 สัปดาห์และให้แน่ใจว่าแผลแห้งสนิทแล้ว)

อุปกรณ์และสิ่งที่ต้องมีเกี่ยวกับการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัด

1.ช้อนทานอาหาร ควรใช้ช้อนที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ หรือช้อนกาแฟ จะทำให้สะดวกมากขึ้นในการทานอาหาร เพราะในช่วงก่อนการตัดไหม ปากจะตึงและอ้าปากกว้างไม่ได้ การใช้ช้อนขนาดเล็กจะช่วยทำให้การกินอาหารนั้นคล่องขึ้น และลดความเสี่ยง การปริของรอยแผลผ่าตัดได้

2.หลอดดูดน้ำและขวดใส่น้ำดื่ม สำหรับการทานน้ำในกรณีของคนที่ทำทั้งริมฝีปากบน-ล่าง ในช่วงระยะแรกก่อนการตัดไหม จะค่อนข้างลำบากมากกว่า คนที่ทำแค่ริมฝีปากบน เพราะแม้แต่การดูดน้ำด้วยหลอดก็ลำบาก ฉะนั้นการดื่มน้ำโดยการใช้แก้วโดยตรงนั้นตัดไปได้เลย เนื่องจากอาการตึงและบวมของปาก ทำให้การบังคับปากเพื่อดูดหลอดน้ำนั้นเป็นไปได้ยาก ควรใช้ขวดน้ำนักกีฬา ที่สามารถบีบน้ำเข้าปากได้เลย จะสะดวกกว่ามาก แต่ในกรณีของคนที่ทำแค่ริมฝีปากบน ยังคงใช้หลอดดูดได้ตามปกติ

3.อาหาร เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ยังทานได้ตามปกติ แต่ควรงดของหมักดอง แอลกอฮอลล์ ของไม่สุก และของแสลงทุกชนิด ระวังไม่ให้อาหารโดนริมฝีปากเพราะจำทำความสะอาดลำบาก ควรทานอาหารที่มีลักษณะเหลวเพื่อง่ายต่อการเอาเข้าปาก แต่อย่างไรก็ตาม การทานคุ๊กกี้ หรือ เวเฟอร์ ที่มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ยังสามารถทานได้

ขั้นตอนการผ่าตัด

1. คุณหมอทำการวาดรูปทรงปากที่ต้องการ

2. จากนั้นคุณหมอจะฉีดยาชาเข้าด้านในของริมฝีปาก แบ่งเป็นปีกซ้ายและขวาปีกละ 2 เข็ม (เจ็บนิดหน่อยแต่ทนได้ คล้ายการฉีดยาชาถอนฟัน)

3. คุณหมอจะทำการนวดปากเบาๆเพื่อกระจายตัวยา (เริ่มชา)

4. คุณหมอ Test อาการชาของปาก โดยการใช้เข็มจิ้มไปตามริมฝีปากทุกส่วน หากรู้สึกเจ็บ คุณหมอจะเพิ่มยาชาให้ (ตอนนี้ชามากจนแทบไม่รู้สึก)

5. เมื่อปากพร้อมและไม่มีความรู้สึกแล้ว คุณหมอจะลงมือใช้ใบมีดกรีดที่บริเวณริมฝีปาก เพื่อเปิดแผล และมีการใช้เลเซอร์เข้ามาร่วมด้วยในการเปิดชั้นเนื้อ (รับรู้ความร้อนของเลเซอร์ และได้กลิ่นเนื้อไหม้ชัดเจน)

6. จากนั้นคุณหมอจะตัดชิ้นเนื้อส่วนเกินออกไป ตามปริมาณที่คุณหมอได้คาดเอาไว้ และเช็คความสมดุลของรูปปาก ให้เหมาะสม (ตอนนี้ไม่มีความรู้สึก)

7. เมื่อได้ทรงปากที่พอใจ คุณหมอจะทำการเย็บปิดปากแผล เป็นอันเสร็จสิ้น (เริ่มมีความรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่คุณหมอแทงเข็ม)

**การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 นาที หากทำทั้งบนและล่าง ไม่เกิน 1 ชั่วโมง**

ระยะหวังผล

โดยส่วนใหญ่แล้วการทำศัลยกรรมปากบางจะเห็นผลที่ชัดเจนและได้รูปปากที่แน่นอน จะต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ขึ้นไป ซึ่งในช่วง 1 ถึง 2 เดือนแรก รูปปากอาจยังไม่คงที่ และอาจเกิดการผิดรูป หรือปากไม่เท่ากันได้อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเกิดจากการ พยายามหดตัวของกล้ามเนื้อ ให้ได้ตามที่คุณหมอได้เย็บเอาไว้ นอกจากนี้ยังเกิดจากก้อนเนื้อไตที่ยังไม่อ่อนตัว ฉะนั้นการผิดรูป จึงเป็นเรื่องปกติในช่วงเดือนแรกๆ (ภาพลักษณะการเบี้ยวผิดรูป หรือปากไม่เท่ากัน เป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนแรก) การทำกายภาพริมฝีปากหลังตัดไหม การทำกายภาพถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้รูปปากนั้นเข้ารูปได้เร็วขึ้น ลดอาการริมฝีปากไม่เท่ากัน โดยมีวิธีง่ายๆ คือการหมั่นใช้นิ้วมือ คลึงนวดปากเบาๆอย่างต่อเนื่อง หรืออาจจะใช้วิธีการเม้มปากเข้ามาช่วย นอกจากนี้ การฝึกยิ้มบ่อยๆ การอ้าปากกว้างๆ และการพูดคุยเยอะๆ ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อปากผ่อนคลายได้ดีขึ้นและลดอาการตึงชา ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความมีวินัยและความขยันของตัวคนไข้ด้วย ยิ่งนวดมากเท่าไหร่ ปากก็จะเข้ารูปเร็วเท่านั้น

ผลข้างเคียงหลังการทำศัลยกรรมปากบาง

1. ในช่วงสัปดาห์แรก ปากจะมีการบวมและตึงมาก โดยบวมมากที่สุดในวันที่ 3 หลังผ่าตัด จากนั้นจะค่อยๆ ลดบวมลงไป จนกว่าจะถึงเดือนที่ 3

2. มีอาการชาที่ปาก การรับรู้และความรู้สึกที่ปากขาดหายไปบางส่วน ใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีในการกลับมาเป็นปกติ

3. มีไตเนื้อแข็งๆ เกิดขึ้นที่ริมฝีปาก เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุกเคส มักเกิดขึ้นหลังการตัดไหม ใช้เวลา 3 ถึง 6 เดือนในการกลับมาเป็นปกติ (บางเคสไม่หาย)

4. เสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ (อยู่ที่ความชำนาญในการเย็บแผลของหมอ)

5. ประกบปากไม่สนิทในช่วงแรก รู้สึกแปลกๆที่ปาก บังคับริมฝีปากลำบาก (เวลา ความเคยชิน และการเรียนรู้ จะทำให้ไม่รู้แปลกกับปากใหม่)

TRICK – การนวดปากทุกวัน และบ่อยๆ ติดต่อกันหลังตัดไหมนาน 3 เดือน จะช่วยลดขนาด ของไตเนื้อ และทำให้ปากเข้ารูปเร็วขึ้น – ช่วงสัปดาห์แรก อาจเกิดคราบสีขาวขึ้นที่ริมฝีปาก เกิดจากการเกาะตัวของคราบน้ำลาย และลิปบาล์ม ค่อยๆใช้คัทเติ้ลบัตเช็ดออกเบาๆ อย่าพยายามดึงจะทำให้เลือดออก และ ให้ความ ชุ่มชื่นกับปากด้วยลิปบาล์มอยู่เสมอ ความชุ่มชื่นจะทำให้ไม่เจ็บและไม่ตึงปาก – ความสะอาดคือสิ่งสำคัญที่สุด บ้วนปากและเช็ดแผลทุกครั้งหลังการทานอาหาร

**** Present by มะเหมี่ยว  เซ็นทรัลเลเซอร์คลินิก

**** สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร: 080-4126556 ไลน์: mameow_mm