2015-05-07-16-28-59_deco

เสริมคาง

การศัลยกรรมเสริมคาง เป็นหนึ่งในศัลยกรรมการปรับแต่งรูปใบหน้า  คนเอเชียและคนไทยส่วนใหญ่มักจะพบกับปัญหาคางตัด รูปใบหน้าเป็นหน้าเหลี่ยมและคางสั้น การทำศัลยกรรมเสริมคางจะสามารถช่วยเติมเต็มรูปร่างของคาง เพราะรูปขนาดของคางนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารกำหนดมิติของใบหน้าส่วนล่าง เช่น บางคนมีรูปคางสั้น บางคนมีรูปคางเล็ก บ้างคนมีรูปคางไม่มีความนูนหรือรูปคางร่นมาด้านหลัง จึงทำให้ใบหน้าดูกลมและหน้าสั้น คออาจจะดูมีเนื้อเยอะ ซึ่งทำให้มีรูปลักษณ์ที่ไม่สวยงาม และปัญหาเหล่านี้สามารถที่จะแก้ไขได้ โดยการเสริมคางเพื่อทำให้สามารถมองเห็นรูปคางได้อย่างชัดเจน ใบหน้าส่วนล่างก็จะแลดูมีมิติ และสมดุลสมบูรณ์ดีการทำศัลยกรรมเสริมคางสามารถที่จะช่วยปรับแต่งรูปหน้าให้ดูดีขึ้นได้ เช่น รูปคางดูนูนขึ้น รูปคางกว้างขึ้น หรือทำให้รูปคางดูยาวขึ้น โดยปกติใบหน้าของคนเราจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนส่วนที่ 1 คือ ส่วนบนคือส่วนของหน้าผาก ส่วนที่ 2 คือ ส่วนกลางคือส่วนทั้งหมดที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ 1 (หน้าผาก) และอยู่เหนือส่วนที่ 3 (จมูกลงมา) ส่วนที่ 3 คือ ส่วนล่างคือส่วนที่อยู่ต่ำกว่าจมูกลงมา สำหรับผู้ที่มีใบหน้าสวยนั้น ใบหน้าที่ 3 ส่วนจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน

●ใครเหมาะที่จะทำศัลยกรรมเสริมคาง ?

●การทำศัลยกรรมเสริมคางอาจจะไม่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องคางหลบหรือคางสั้น ผู้ที่เหมาะสมที่จะทำการศัลยกรรมเสริมคาง ยังต้องมีองค์ประกอบไปด้วย

●โครงสร้างส่วนของฟันและฟันกรามที่จะต้องมีความแข็งแรง และสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงร่างกายจะต้องมีภูมิต้านทาน เพื่อที่จะป้องกันอาการอักเสบหรืออาการติดเชื้อได้ในภายหลังการทำศัลยกรรมเสริมคางด้วย

●ในบางกรณีนอกจากศัลยกรรมเสริมคางแล้ว แพทย์อาจจะพิจารณาให้ผู้ป่วยควรที่จะปรับแก้ไขรูปหน้าส่วนล่างร่วมด้วย โดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มให้รูปคางชัดเจนและสวยงามมากยิ่งขึ้น

●ขั้นตอนในการทำศัลยกรรมเสริมคาง●

ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเสริมคาง แพทย์จะทำการวัดสัดส่วนของคางเดิและใบหน้าท้งหมด เพื่อที่จะเลือกขนาดของซิลิโคนและตำแหน่งที่เหมาะสม และนำค่าที่ได้มาใช้ในการเหลาซิลิโคนให้เข้ากับรูปพอดีกับฐานคางเดิม แพทย์จะทำความสะอาดบนใบหน้าและช่องปากก่อนที่จะเริ่มทำการผ่าตัดเสริมคาง แพทย์จะวาดเส้นแนวกึ่งกลางคางและกำหนดเครื่องหมาย ตำแหน่ง ขอบเขตของคางที่จะทำการแก้ไข เพื่อค้นหาตำแหน่งที่ชัดเจนแน่นอน

หลังจากนั้นแพทย์จะฉีดยาชาบริเวณคางทั้งหมดจะรู้สึกชา ในขณะที่เริ่มทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ แพทย์จะให้ยาสลบแก้คนไข้ เพื่อลดอาการเกร็งหลังจากนั้นถึงจะเริ่มกระบวนการการผ่าตัดเสริมคาง วัสดุที่นำมาใช้การผ่าตัดเสริมคางจะเป็นซิลิโคนแท่ง รูปลักษณะคล้ายยางที่มีความยืดหยุ่น แพทย์จะเหลาซิลิโคนให้ได้รูปทรงพอดีกับคางของคนไข้

แพทย์จะทำการเปิดผิวบริเวณด้านในปากของคนไข้ ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ตั้งแต่บริเวณของเหงือกลงไปจนถึงบริเวณส่วนของกระดูกคางด้านหน้า หลังจากนั้น เลาะเข้าไปใต้กล้ามเนื้อ โดยเลาะติด กระดูกคาง ตามแนวขอบเขตที่วางแผนไว้ และแพทย์จะทำการฝังยึดซิลิโคนลงในตำแหน่งที่ได้วัดกำหนดระยะอันเหมาะสมเอาไว้ โดยซิลิโคนจะวางอยู่บนกระดูกคางเดิม โดยอยู่ในช่องที่จำกัดพอดี ทำให้ไม่สามารถขยับไปมาหรือเคลื่อนที่ได้ จากนั้นแพทย์จะเย็บปิดแผลด้วยไหมละลายหลังจากคางได้รูปทรงที่สวยงามแล้ว และไหมละลายจะสามารถสลายไปเองได้ภายใน 10 วัน

การทำศัลยกรรมเสริมคางใช้ระยะเวลาประมาณ 30-60 นาที แต่หากคนไข้มีการทำศัลยกรรมที่เกี่ยวกับใบหน้าส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ศัลยกรรมริมฝีปาก ศัลยกรรมเสริมจมูก ศัลยกรรมตาสองชั้น ศัลยกรรมอื่นๆ ฯลฯ อาจจะต้องใช้เวลาในการผ่าตัดมากขึ้นตามลำดับ

●การศัลยกรรมเลื่อนคาง (sliding genioplasty หรือ chin advancement) เป็นอีกการศัลยกรรมหนึ่ง ที่เกี่ยวกับคาง การศัลยกรรมเลื่อนคางมักทำในกรณีที่คนไข้มีคางสั้นมากๆ และร่นไปอยู่ด้านหลังเยอะเกินไป ในส่วนของซิลิโคนจะใช้ซิลิโคนเสริมที่เป็นซิลิโคนชิ้นใหญ่และทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ แพทย์จะทำการเลื่อยกระดูกส่วนคางในทิศทางแนวนอน หลังจากนั้นจะทำการเลื่อนตำแหน่งออกมาด้านหน้าและใช้น็อตพิเศษยึดเอาไว้ เพื่อให้รูปร่างใบหน้าที่เคยดูอูมกลมกลับมาอีกครั้ง ได้สัดส่วนและดูเรียวมีมิติยิ่งขึ้น

●ความเสี่ยงในการศัลยกรรมเสริมคาง

-การศัลยกรรมเสริมคางอาจจะเกิดอาการริมฝีปากมีความรู้สึกชา เนื่องจากด้านในริมฝีปากล่างมีแผลผ่าตัดอยู่ ซึ่งอาการชาจะค่อยๆ บรรเทาอาการลงเองเมื่อเวลาผ่านไป

-การศัลยกรรมเสริมคางบริเวณคางและรอบๆ จะมีอาการบวม เจ็บ

-การศัลยกรรมเสริมคางอาจทำให้การรับความรู้สึกที่บริเวณคางเปลี่ยนไป อาจเกิดขึ้นถาวรหรือเพียงชั่วคราว

-การศัลยกรรมเสริมคางต้องระมัดระวังเรื่องของการกระทบกระเทือนที่บริเวณบนใบหน้า เพราะอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ซิลิโคนเลื่อนออกจากตำแหน่ง

-การศัลยกรรมเสริมคางอาจจะเกิดการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด

-การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมคาง

-คนไข้ไม่ควรอดอาหารและทานอาหารที่มีประโยชน์

-คนไข้จำเป็นที่จะต้องงดอาหารเสริมหรือยาที่มีคุณสมบัติเรื่องของการแข็งตัวของเลือด จำพวกยาสเตียรอยด์ (NSAIDs)

-คนไข้ควรแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบ ถึงยาและอาหารเสริมรวมไปถึงสมุนไพรที่ได้รับประทานอยู่

-หลังจากทำการศัลยกรรมเสริมคางแล้ว คนไข้จะไม่สามารถทานอะไรได้ช่วงนึง เพราะฉะนั้นก่อนทำควรทานอาหารให้อิ่มก่อนเข้ารับการศัลยกรรมเสริมคาง

-คนไข้ควรจะแปรงฟัน บ้วนปาก ก่อนที่จะมารับการศัลยกรรมเสริมคาง

-การดูแลพักฟื้นหลังการทำศัลยกรรมเสริมคาง

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรนอนให้ศีรษะสูง 2-3 วัน คนไข้สามารถนอนตะแคงศีรษะได้ ช่วยให้อาการบวมยุบได้ไว

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรประคบเย็นตรง 2-3 วัน การประคบเย็นจะช่วยให้อาการบวมและยุบได้เร็วขึ้น

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรรับประทานอาหารเหลวหรืออาหารอ่อนที่ไม่ต้องเคี้ยวมาก เพื่อลดการกระทบกระเทือนของบาดแผล

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก หรือน้ำเกลือทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพื่อไม่ให้เศษอาหารไปติดเกาะที่บริเวณปากแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้ออักเสบในกรณีที่ช่องปากไม่สะอาด

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางอาจมีอาการปวดบวมที่บริเวณแผลสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะเวลา 3-4 วัน แต่ถ้าหากรู้สึกปวดมากผิดปกติ ควรกลับไปปรึกษาแพทย์ทันที

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เผ็ดจัด หรือดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดสูบบุหรี่ 7 วัน (เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้ามาก เพราะจะทำให้มีอาการบวมมากขึ้น)

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้สมารถแปรงฟันได้ แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้แปรงกระแทกบริเวณแผลคาง

-หลังทำการศัลยกรรมเสริมคางคนไข้ควรระมัดระวังการกระแทกบริเวณคาง เช่น นั่งเข่าดันคาง งดรับประทานอาหารที่จำเป็นต้องเคี้ยว การขยับกรามมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 สัปดาห์แรก (เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงกระแทกมากระทบซิลิโคนมากจนเกินไป จนทำให้ซิลิโคนอาจจะขยับก่อน ที่จะติดแน่น) ถ้าเผลอถูกกระแทกหรือมีการกระแทก ให้โทรติดต่อปรึกษาแพทย์ทันที

 

 

 

 

●บทความอ้อมติดต่อสอบถาม094-4694162 ID LINEaomjj1234●