CoolSculpting หรือ การสลายไขมันด้วยความเย็น
สลายไขมันด้วยความเย็น (CoolSculpting) คืออะไร

มาทำความรู้จักกับนวัตกรรมนี้กันเสียก่อน ที่มาที่น่าสนใจเกิดจากความช่างสังเกตของ นายแพทย์Dieter Manstein และ นายแพทย์ R.Rox Anderson แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ที่พบว่าเด็ก ๆ ที่ชอบรับประทานไอศกรีมแท่งมักเกิดรอยบุ๋มของชั้นไขมันที่แก้มแบบลักยิ้ม นอกจากนี้ยังมีภาวะทางการแพทย์ ที่เรียกว่า Equestrian cold panniculitis ซึ่งมักเกิดกับผู้ออกไปขี่ม้าในช่วงที่อากาศหนาวเย็นจัดและไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ป้องกันความเย็นที่มากพอ จะเกิดผื่นจากการอักเสบของชั้นไขมันบริเวณต้นขาส่วนบนด้านนอกที่ปะทะกับความเย็น ข้อมูลเหล่านี้สนับสนุนความรู้พื้นฐานเดิมที่ชี้ว่า เซลล์ไขมันมีความไวต่อการโดนทำลายด้วยความเย็นมากกว่าเซลล์อื่นๆ และดึงดูดความสนใจให้เกิดการศึกษาต่อเนื่องโดยเชื่อว่าความเย็นในระดับที่เหมาะสมและควบคุมได้สามารถนำไปสู่นวัตกรรมในการลดไขมันสะสมใต้ผิวหนัง การศึกษาขั้นต้นในหมูโดยการปล่อยความเย็นผ่านผิวหนังไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังให้ผลที่น่าพึงพอใจโดยพบว่าความหนาของชั้นไขมันสามารถลดลงได้ถึง 1ใน 3 ของความหนาเดิมโดยผลจาการตรวจชิ้นเนื้อไม่พบความเสียหายต่อเซลล์ชนิดอื่น ๆ ของผิวหนัง

 

เห็นผลได้จริงหรือ

หลังการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการศึกษาและทดลองในคนโดยการใช้เครื่องมือที่มีการส่งผ่านความเย็นในระดับที่เหมาะสมผ่านหัวดูดผิว (Vacuum) หัวนี้จะทำการดูดทั้งผิวหนังและไขมันสะสมใต้ผิวหนังจากนั้นจะปล่อยความเย็นเพื่อไปทำลายเซลล์ไขมัน การรักษาจะกินเวลาต่อเนื่อง 60 นาที หลังการรักษาพบว่าเซลล์ไขมันมากถึง 20-25% จะถูกทำลาย ซึ่งนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า slimming treatment อื่น ๆ ที่เน้นการเผาผลาญให้ปริมาณไขมันสะสมในเซลล์ลดลงเป็นหลักแต่มีผลน้อยต่อการทำลายเซลล์  เซลล์ไขมันที่ตายแล้วเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกผ่านกระบวนการตามธรรมชาติ โดยผลการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 3 สัปดาห์ และให้ผลสูงสุดหลังการรักษา 3-4 เดือน

เครื่องมือ-อุปกรณ์

CoolSculpting มีหัวดูด (Vacuum) ที่แตกต่างกันหลายชนิด เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการสะสมของไขมันในแต่ละบริเวณที่แตกต่างกัน เช่น Cool Max, Cool Core, Cool Curve และ Cool Fit โดยหลักการคือแพทย์จะพยายามเลือกหัวดูดที่เหมาะสมกับขนาดและรูปร่างของไขมันสะสมในแต่ละบริเวณ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดูดผิวหนังบริเวณที่มีไขมันสะสมให้ได้มากที่สุด ส่งผลให้การกำจัดเซลล์ไขมันเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไขมันแบบไหนได้ผลดี

CoolSculpting เหมาะกับไขมันสะสมใต้ผิวหนังเฉพาะบริเวณ ยิ่งบริเวณที่เห็นเป็นก้อน หรือเป็นชั้นไขมันชัดเจนยิ่งตอบสนองต่อการรักษาได้ดี เช่น ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องส่วนบนหรือใต้อก ไขมันหน้าท้องส่วนล่าง (ท้องน้อย)  ไขมันสะสมข้างลำตัวที่เห็นเป็นชั้นหรือก้อนเหนือและใต้ต่อแนวบรา ไขมันบริเวณเอว (Love handles)  ไขมันบริเวณต้นขาด้านในที่เป็นก้อนและทำให้ผิวเสียดสีกันเวลาเดินจนเกิดเป็นแผล รวมถึงไขมันที่ท้องแขน การรักษาด้วยเครื่องCoolSculpting ทำได้ทั้งในเพศชายและหญิง และ ยังสามารถใช้ทำการรักษาไขมันสะสมบริเวณหน้าอกและข้างเอวในเพศชายได้ผลดีอีกด้วย

 ขั้นตอนการรักษาและผลข้างเคียง

หากท่านเริ่มเบื่อหน่ายและหมดกำลังใจกับการลดไขมันสะสมในบริเวณต่างๆ CoolSculpting เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ท่านสามารถพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นแพทย์จะให้คำแนะนำรวมถึงวางแผนการรักษาที่เหมาะสม  อธิบายขั้นตอนการรักษา และติดตามผล   เมื่อทราบตำแหน่งที่จะทำการรักษาแล้วจะเริ่มด้วยการวางแผ่นเจลปกป้องผิว จากนั้นจะประกบหัวดูด (Vacuum) เข้ากับผิว เมื่อเครื่องเริ่มทำงานท่านจะรู้สึกตึง รั้ง หรือบีบรัดในช่วงแรก หลังผ่านไป 5-10 นาที อาการเหล่านี้จะทุเลาลง และเริ่มรู้สึกเย็นร่วมกับชาบริเวณที่ทำการรักษา การรักษาจะใช้เวลาต่อเนื่อง 60 นาทีหรือหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งพื้นที่ของหัวดูด  หลังเสร็จสิ้นการรักษาผิวหนังบริเวณนั้นจะเย็นและมีรอยแดงช้ำ บางท่านอาจรู้สึกผิวหนังแข็งตึงกว่าปกติ อาการเหล่านี้มักเกิดร่วมกับอาการชาซึ่งจะพบได้ในช่วง 3 สัปดาห์แรก ระหว่างนี้ผู้รับบริการควรงดการทำทรีตเมนต์อื่น รวมถึงการประคบร้อนหรือนวดชั่วคราว  ผลข้างเคียงอีกประการที่พบได้บ่อยคืออาการคันหรือรู้สึกว่าผิวแห้งตึงมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถบรรเทาได้โดยการทาครีมให้ความชุ่มชื้นและลดการขัดถูหรือระคายเคืองต่อผิว บางท่านอาจมีอาการเจ็บบริเวณที่ทำการรักษาได้ อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้จะเป็นอยู่เพียงชั่วคราวและค่อยๆหายเป็นปกติ

ข้อจำกัด

สำหรับเครื่อง CoolScuplting แพทย์จะทำการประเมินก่อนให้การรักษาว่าท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมและจะได้รับประโยชน์จาการรักษานี้  อย่างไรก็ตามอาจมีบางภาวะที่ถือเป็นข้อจำกัดต่อการรักษา หรือ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการรักษา ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักมากจนทำให้ค่า BMI อยู่ในช่วงยี่สิบปลายๆไปจนถึงมากกว่าสามสิบ เพราะปริมาณไขมันสะสมจะมีมากเกินไปทำให้เห็นผลน้อยและช้า  การสะสมไขมันแบบ visceral fat เองก็ไม่เหมาะจะรักษาด้วยวิธีนี้ ส่วนภาวะทางการแพทย์ที่ถือเป็นข้อจำกัด ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคแพ้ความเย็น โรคเลือดที่มีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติเมื่อสัมผัสกับความเย็น ผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาที่ทำให้เลือดไม่แข็งตัวตามปกติ หญิงตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ หญิงหลังคลอดบุตรหรือผู้ที่รับการผ่าตัดมายังไม่เกิน 6 เดือน หญิงให้นมบุตร ผู้ที่มีแผลผ่าตัดในบริเวณที่จะทำการรักษาโดยแผลผ่าตัดยังมีอายุไม่เกิน 6 เดือน  ผู้ที่มีแผลเปิด ผิวหนังอักเสบหรือติดเชื้อในบริเวณที่จะทำการรักษาหรือบริเวณใกล้เคียง ผู้ที่ใส่อุปกรณ์ควบคุมการเต้นของหัวใจ และควรงดการรักษาบริเวณหน้าท้องในผู้ที่เป็นไส้เลื่อน หรือ หญิงระหว่างมีประจำเดือนเพราะอาจทำให้อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้น

CoolSculpting มีดีอะไร

●เป็นการรักษาที่เน้นทำลายเซลล์ไขมัน ต่างจาก Slimming treatment อื่นๆที่เน้นการลดขนาดของเซลล์  หรือเร่งการเผาผลาญ

●เห็นผลการรักษาได้ตั้งแต่หลังรับการรักษาครั้งแรก เพียงครั้งเดียว ไม่ต้องเสียเวลามารับการรักษาบ่อย ๆ แบบ   Slimming treatment อื่น ๆ ที่ต้องทำต่อเนื่องเป็นคอร์ส

●เซลล์ไขมันลดลงได้มากถึง 20-25% จากการรักษาในแต่ละครั้ง การทำซ้ำในตำแหน่งเดิมที่ยังมีไขมันสะสม  สามารถลดเซลล์ไขมันลงได้อีก (หากต้องการรับการรักษาในตำแหน่งเดิม ควรเว้นระยะห่างระหว่าง  การรักษาอย่างน้อย 2 เดือน)

●ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการดมยาแบบการผ่าตัดอื่นๆ

●ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเกิดแผลหรือแผลเป็นเพราะเป็น Non Invasive       Lipolysis

●ไม่ต้องพักฟื้น ทำเสร็จก็สามารถกลับไปปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ทันที

●บรรยากาศการรักษาแสนสบายและเป็นส่วนตัว ระหว่างการรักษาท่านสามารถเพลิดเพลินไปกับการดูหนัง  เล่น social media หรือติดต่องานผ่าน free wifi

●ปลอดภัย ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา(FDA)ทั้งของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย บทความก้อย 0918025601